อุทยานเขามอ
     เขามอ ความพิเศษและความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวัดประยุรวงศาวาส คือ เป็นที่ตั้งของ “เขามอ” หรือ ภูเขาจำลองก่อด้วยศิลา ตั้งอยู่กลางสระน้ำ แวดล้อมไปด้วยพระสถูปเจดีย์ วิหาร ศาลารายน้อยใหญ่ และพรรณไม้หายากนานาชนิด เป็นรมณียสถานอันสงบและรื่นรมย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่คู่พระอารามแห่งนี้มากว่า ๑๘๐ ปี 
     คำว่า "เขามอ" มาจากคำว่า "ถมอ" ในภาษาเขมร แปลว่า ก้อนหิน  หมายถึง ภูเขาจำลองที่ก่อขึ้นจากหินจนมีรูปทรงคล้ายคลึงกับภูเขา อาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ เขามอขนาดเล็กที่ประดับอยู่ในกระถาง ซึ่งเป็นศิลปะการจัดสวนแบบหนึ่งคู่กับการเล่น “ไม้ดัด” และเขามอขนาดใหญ่ สำหรับก่อลงบนพื้นดินหรือกลางสระน้ำ จัดให้มียอดเขาสูงลดหลั่นตามลำดับเป็นซุ้มคูหา ใช้ประดับตกแต่งพระอารามและพระราชอุทยาน เป็นที่นิยมมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในบันทึกการเดินทางของนิโคลาส์ แซร์แวส นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาพร้อมกับคณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้พรรณนาถึงความงดงามของพระราชอุทยานและภูเขาจำลองภายในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี (สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้) ความตอนหนึ่งว่า

      “…พระราชฐานส่วนพระองค์มีอาณาเขตกว้างขวาง ดูพราวแพรวราวกับทองคำไปทั่วทุกหนทุกแห่ง …ที่มุมกำแพงทั้งสี่มีสระน้ำใสบริสุทธิ์ สระมุมหนึ่งเป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดิน ภายใต้กระโจมซึ่งคลุมกั้น ทางทิศเหนือมีภูเขาจำลอง มีน้ำพุ และมีไม้พุ่มขึ้นเขียวชอุ่มอยู่ตลอดเวลา ดอกไม้จากพุ่มเหล่านี้ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วบริเวณ…”
การก่อภูเขาจำลองเพื่อเป็นเครื่องประดับตกแต่งพระราชอุทยานได้รับการสืบทอดมาจนถึงสมัย
กรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างพระราชอุทยานตามแบบแผนในสมัยกรุงศรีอยุธยาขนาบพระมหามณเฑียรทั้งสองข้าง พระราชทานนามว่า “สวนขวา” (ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของสวนศิวาลัยในพระบรมมหาราชวัง) และ “สวนซ้าย” (ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท) โปรดเกล้าฯ  ให้ขุดสระปลูกบัวพันธุ์ต่างๆ  ปลูกตำหนักทองที่ประทับกลางสระหนึ่งหลัง ซึ่งมีการประดับตกแต่งสวนด้วยไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ดัด และก่อ “เขามอ” ด้วยหินฟองน้ำ (หินจากทะเลที่มีรูพรุนมีน้ำหนักเบา) หรือหินปะการัง


      Khao Mo or a miniature hill is located in the middle of the pond.  It is a rock garden surrounded by a number of miniature chedis and stupas, cathedrals, pavilions, and rare plants. It has been a place of peace and quiet in the monastery for more than 180 years.
      The word “Khao Mo” derives from the Khmer word “t’mor” meaning rock.  Thus, Khoa Mo refers to a miniature hill of rocks and stones.  There are two types of Khao Mo.  One is a small-sized potted Khao Mo, a form of garden arrangement in the same category as bonsai potted plants.  The other is a large-sized Khao Mo built on the ground or in the middle of the pond, a structure of rocks and stones piling on top of another to form a miniature hill with coves and nooks.  This second type of Khao Mo is designed to decorate the monastery and the royal park – an architecture very popular in the Ayutthaya period.  In one of the travelogues by Nicholas Servers, a French traveler who accompanied King Louis XIV’s mission to Siam during King Narai’ reign, there was a description of the royal parks and miniature hills at Sutthasawan Throne Hall, the royal residence in Narai Ratchaniwet, Lopburi province as follows:

      “…The royal premises cover a huge area, glittering like gold everywhere…At each wall there is a pond of clear water.  At one corner of the pond is a pavilion-covered bathing place of the monarch.  Toward the north there is a miniature hill, fountains and green shrubbery at all time.  The air is filled with scents from the beautiful flowers…”
      The tradition of constructing miniature hills to decorate the royal park continued to the Rattanakosin (Bangkok) period.  King Rama I had his royal parks constructed in the Ayutthaya fashion on either side of his Palace.  He named them “Right Park” (the site of Siwalai Park in the Grand Palace today) and “Left Park” (the site of Chakri Maha Prasat Throne Hall today).  The king had various kinds of lotuses planted in the ponds.  A golden pavilion was built in the middle of one pond and decorated with fruit trees, flower trees, ornamental plants, and bonsais.  A Khao Mo was also constructed with spongy stone (lightweight porous rock from the sea) or corals.

 เขามอ วัดประยุรวงศาวาส
      เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สถาปนาวัดประยุรวงศาวาสและถวายเป็นพระอารามหลวงเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๑ ได้น้อมนำพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่องการสร้างเขามอให้เป็นรมณียสถานภายในพระอารามมาปฏิบัติ โดยให้ช่างก่อเขามอขึ้น ณ บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระอารามมีขนาดยาว ๔๘ เมตร ด้านกว้าง ๔๒ เมตร สูง ๓๐ เมตร โดยได้แนวคิดมาจาก “หยดเทียนขี้ผึ้ง” ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน
 
     หยดเทียนขี้ผึ้งนี้เกิดจากน้ำตาเทียนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจุดขณะเมื่อประทับอยู่ในห้องสรง ภายในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เมื่อน้ำตาเทียนหยดทับถมกันเป็นเวลานานหลายปี จึงก่อรูปขึ้นมีลักษณะเหมือนภูเขา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์จึงได้นำเอารูปแบบของหยดเทียนขี้ผึ้งนี้สร้างเป็นเขามอ ณ พระอารามที่ตนสถาปนาขึ้นใหม่ 
 

      เขามอ วัดประยุรวงศาวาส เป็นภูเขาจำลองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ก่อขึ้นจากหินเป็นจำนวนมากให้มียอดเขาลดหลั่นกันตามลำดับ มีชะง่อนผาอันสูงชันลักษณะคล้ายคลึงกับหยดน้ำตาเทียน แวดล้อมไปด้วยแมกไม้อันร่มรื่นและพันธุ์ไม้หายากนานาพันธุ์ เป็นที่ประดิษฐานพระสถูปเจดีย์ พระพุทธปรางค์ พระวิหารหลวงจำลอง  สังเวชนียสถานจำลอง และศาลารายน้อยใหญ่ จึงเป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์ที่พุทธบริษัทจากทั่วทุกสารทิศทั้งเจ้านายราชนิกุล ขุนนาง คหบดี และราษฎรทั่วไป นิยมพาบุตรหลานเข้ามาสัมผัสบรรยากาศแห่งธรรมชาติที่หาไม่ได้จากที่แห่งใดในพระนคร ทั้งยังมีโอกาสได้เข้าวัด ทำบุญสุนทาน ประกอบกุศลกรรม และสดับพระธรรมเทศนา ช่วยจรรโลงพระศาสนาและส่งเสริมให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีที่มีความสงบสุขร่มเย็น 

     ในอดีต ประมาณกลางเดือนสี่ของทุกปี (เดือนมีนาคม) มณฑลสถานเขามอ วัดประยุรวงศาวาสจะเป็นสถานที่จัด “งานวัดประยูร” หรือ “งานญาติสมาคม” สันนิษฐานว่าจัดขึ้นครั้งแรกโดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) และเหล่าลูกหลานตระกูลบุนนาค เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๔

     “งานวัดประยูรฯ” เป็นงานวัดที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงของฝั่งธนบุรีเช่นเดียวกับ “งานนักขัตฤกษ์ ฤดูหนาววัดเบญจมบพิตรฯ” ของฝั่งพระนคร วัดประยุรวงศาวาสจะจัดให้มีงานนมัสการและปิดทองพระพุทธฉายและพระพุทธบาท ภายในบริเวณเขามอ ตลอดระยะเวลา ๗ วัน ๗ คืน มีการออกร้านของเจ้าจอมมารดาเจ้าจอม และลูกหลานตระกูลบุนนาค ขายธูปเทียน ดอกไม้ และทองคำเปลว เพื่อนำรายได้มาบำรุงพระอาราม และมีการออกร้านของข้าราชการในตระกูลบุนนาค และนายห้างชาวต่างประเทศ จัดแสดงสิ่งของอันน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวพระนครเป็นอันมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่งานนี้ได้เลิกไปภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพา

      กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเขามอ วัดประยุรวงศาวาสไว้เป็นถาวรวัตถุสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๒

Khao Mo, Wat Prayun-wongsawat
     When Somdet Chao Phraya Borom Maha Prayunrawong (Dis Bunnag) had Wat Prayun-wongsawat constructed and established as a royal monastery in 1828, he put in place a concept of Khao Mo, a miniature hill, royally initiated by King Rama III whereby an area was earmarked for recreational purposes.  A Khao Mo, 48 meters long, 42 meters wide and 30 meters tall, was set up in the northeastern side of the monastery.   Based on the royal concept, the structure was formed in a manner similar to a piling up of solidified molten candle waxes.

     The candle wax image was taken from King Rama III’s habit of lighting up candles in the bathroom within Chakkraphatphiman Throne Hall.  Over the years, the solidified waxes would increase in size to form a miniature hill.  The Khao Mo built by Somdet Chao Phraya Borom Maha Prayunrawong was, thus, based on this form.

     Khao Mo, Wat Prayun-wongsawat, is a large miniature hill built in the middle of the pond.  It is a structure of rocks and stones, piling on top of one another, forming a miniature high-rising cliff, similar to a mass of solidified candle waxes.  It is a rock garden surrounded by luxuriant greenery and rare plants, with a number of miniature chedis and stupas, towers, cathedrals, places of Buddhist significance, and pavilions.  Its pleasant scenery has long attracted people far and wide to pay a visit, including royalties, nobilities, men of substance, and the general public.  This is one of the few places in Bangkok where visitors are exposed to a rare experience of beautiful nature, where they can do merits and listen to sermons, permeating the city of Rattanakosin or Bangkok with a sense of peace and quiet.

      In the past, every year about the middle of the fourth month (March) Khao Mo at Wat Prayun-wongsawat would see a “Wat Prayun event” or “family reunion party” believed to be first held by Chao Phraya Phasakonwong (Porn Bunnag) and Bunnag family members in 1911.

      “Wat Prayun event” was a grand and famous festivity in Thonburi just as the winter festival of Wat Benchamabophit was celebrated in Bangkok.  Khao Mo, Wat Prayun-wongsawat, would be thronged with visitors participating in religious ceremonies, including gilding the Buddha images and the Buddha’s footprints for seven days and nights.  Shops would be set up by royal ladies and Bunnag family members selling candles and incensed sticks, flowers and gold leaves.  The proceeds would go toward the restoration and maintenance of the wat.  There would also be shops set up by civil servants of Bunnag descent as well as by foreign businessmen, selling novelty and exotic wares.   The event was well-received by Bangkok people.  Unfortunately, it was discontinued after the Greater East Asia War.

     On 22 November 1979 the Department of Fine Arts listed Khao Mo, Wat Prayun-wongsawat, as a national important building.